top of page
ค้นหา

ประวัติทรัฟเฟิล 4,000 ปี จากคำบ่นบนแผ่นดินเหนียว สู่เห็ดที่แพงที่สุดในโลก

puvakorn
10 ส.ค.
ยาว 4 นาที

เมื่อราว 1,780–1,760 ปีก่อนคริสตกาล ที่เมืองซักการาทุม ริมแม่น้ำยูเฟรทีส ข้าหลวงชื่อ ยัคคิม-อัดดู จารตัวอักษรลิ่มลงบนแผ่นดินเหนียว ส่งถึงกษัตริย์ซิมรี-ลิม แห่งเมืองมารี ใจความตามคำแปลของนักอัสซีเรียวิทยาประมาณว่า

"ตั้งแต่ข้าพเจ้ามาถึงซักการาทุมเมื่อห้าวันก่อน ข้าพเจ้าส่งทรัฟเฟิลไปถวายฝ่าพระบาทไม่ได้ขาด แต่ฝ่าพระบาทกลับมีรับสั่งมาว่า 'เจ้าส่งทรัฟเฟิลห่วย ๆ มาให้ข้า!'"

นั่นคือหลักฐานลายลักษณ์อักษรเรื่องทรัฟเฟิลที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก และมันคือใบร้องเรียนเรื่องคุณภาพสินค้า

เกือบสี่พันปีผ่านไป มนุษย์ยังทะเลาะกันเรื่องเดิมไม่เปลี่ยน คือ "ของที่ส่งมามันดีจริงหรือเปล่า" บทความนี้จะพาย้อนเส้นทางของทรัฟเฟิลตั้งแต่แผ่นดินเหนียวเมโสโปเตเมีย ผ่านโต๊ะอาหารโรมัน ไร่องุ่นที่ล่มสลายในฝรั่งเศส ห้องประมูลที่มาเก๊า มาจนถึงราคาที่ร่วงหนักเมื่อต้นปี 2026 นี้เอง พร้อมกับข้อเท็จจริงที่จะทำให้คุณเลิกเชื่อเรื่องเล่าบางเรื่องที่เจอบ่อยในอินเทอร์เน็ต

ทรัฟเฟิลที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ทรัฟเฟิลที่เรารู้จัก

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออก เพราะนี่คือรากของความสับสนแทบทั้งหมด คำว่า "ทรัฟเฟิล" ครอบคลุมของสองอย่างที่คนละเรื่องกันทางชีววิทยา

ทรัฟเฟิลทะเลทราย (desert truffle) สกุล Terfezia และ Tirmania ขึ้นในเขตแห้งแล้งของตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ อยู่ร่วมกับพืชพุ่มสกุล Helianthemum กลิ่นอ่อน ราคาถูก และเป็นชนิดที่มนุษย์กินมานานที่สุด

ทรัฟเฟิลแท้ (true truffle) สกุล Tuber ได้แก่ทรัฟเฟิลขาวอัลบา (Tuber magnatum) ทรัฟเฟิลดำเปรีกอร์ด (Tuber melanosporum) และทรัฟเฟิลดำฤดูร้อน (Tuber aestivum) ขึ้นในเขตอบอุ่น อยู่ร่วมกับรากไม้ยืนต้น กลิ่นแรง และแพงมหาศาล

เวลาเห็นพาดหัวว่า "มนุษย์กินทรัฟเฟิลมา 5,000 ปี" ให้รู้ไว้ว่าเกือบทั้งหมดกำลังพูดถึงทรัฟเฟิลทะเลทราย ไม่ใช่ทรัฟเฟิลขาวอัลบาที่ประมูลกันหลักล้าน จดหมายของยัคคิม-อัดดูข้างบนก็เช่นกัน ทรัฟเฟิลในนั้นคือทรัฟเฟิลทะเลทราย

และตำนานสุเมเรียนเรื่อง The Marriage of Martu ที่เก่ากว่านั้นอีก ก็เอ่ยถึงชนเผ่าเร่ร่อนมาร์ทูอย่างดูแคลนว่าเป็นพวก "ขุดทรัฟเฟิลตามเชิงเขา ไม่รู้จักคุกเข่า และกินเนื้อดิบ" ทรัฟเฟิลในยุคนั้นจึงไม่ใช่ของหรู แต่เป็นอาหารของคนที่ไม่มีอะไรจะกิน น่าสนใจว่าสถานะทางสังคมของมันพลิกกลับด้านสมบูรณ์ในเวลาต่อมา

กรีก-โรมัน: เห็ดที่ "เกิดจากฟ้าผ่า"

ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ตำราที่อ้างถึงธีโอฟรัสตัส ลูกศิษย์อริสโตเติล ซึ่งส่งต่อถึงเราผ่านงานของอะทีเนอุส บันทึกถึงทรัฟเฟิลชื่อ misy ที่ขึ้นแถบเมืองไซรีนี ในลิเบียปัจจุบัน

แต่คนที่เขียนถึงทรัฟเฟิลไว้ละเอียดที่สุดในยุคโบราณคือ พลินีผู้อาวุโส ใน Naturalis Historia เล่ม 19 เขียนราว ค.ศ. 77 พลินีงงกับทรัฟเฟิลมาก เขาเขียนว่ามันไม่มีราก ไม่มีเส้นใย ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว ถูกดินห่อหุ้มอยู่รอบด้าน จนสรุปไม่ได้ว่ามันเป็นพืชหรือเป็นดิน สุดท้ายเขาเรียกมันว่า "หนังด้านของแผ่นดิน" หรือ terrae callum

และตรงนี้คือส่วนที่หลายคนคิดว่าเป็นตำนานที่คนรุ่นหลังแต่ง แต่ไม่ใช่ พลินีเชื่อจริง ๆ ว่าทรัฟเฟิลเกิดจากฟ้าผ่า เขาเขียนไว้ตรง ๆ ว่าทรัฟเฟิลเกิดเมื่อมีฝนในฤดูใบไม้ร่วงและฟ้าร้องบ่อย ๆ "และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฟ้าร้อง"

ความเชื่อนี้แพร่หลายจริงในโรม กวีเสียดสีจูเวนัล เขียนไว้ใน Satires บทที่ 5 ทำนองว่า ทรัฟเฟิลจะถูกยกมาเสิร์ฟถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิ "และฟ้าร้องที่เราเฝ้ารอจะทำให้มื้อค่ำใหญ่ขึ้น" แล้วให้ตัวละครชื่ออัลเลดิอุสพูดประโยคที่ควรค่าแก่การจำว่า "เก็บข้าวสาลีของเจ้าไว้เถิด ลิเบียเอ๋ย ปลดแอกวัวออกเสีย ขอเพียงเจ้าส่งทรัฟเฟิลมาก็พอ"

ประโยคนี้บอกเราสองอย่าง หนึ่ง ความเชื่อเรื่องฟ้าผ่าเป็นกระแสหลักจริง สอง ทรัฟเฟิลระดับพรีเมียมของโรมมาจากลิเบีย คือทรัฟเฟิลทะเลทราย ไม่ใช่ทรัฟเฟิลอิตาลี สปีชีส์ที่ครองบัลลังก์ "ของหรู" สลับตำแหน่งกันไปแล้วในรอบสองพันปี

ส่วนเกร็ดที่สนุกที่สุดในพลินี เล่ม 19 ย่อหน้า 35 คือเรื่องของลาร์ทิอุส ลิคินิอุส ข้าราชการระดับพรีเตอร์ ที่ขณะไปพิจารณาคดีที่เมืองคาร์ทาเฮนา สเปน ได้กัดทรัฟเฟิลเข้าไปคำหนึ่ง แล้วเจอเหรียญเดนาริอุสฝังอยู่ข้างใน จนฟันหน้างอ ปัญหาสิ่งแปลกปลอมในอาหารมีมาตั้งแต่สมัยโรมัน

ยุคกลาง: ช่วงที่หลักฐานเงียบ และตำนานที่ควรเลิกเล่า

ถ้าคุณเคยอ่านว่า "ยุคกลางคริสตจักรสั่งห้ามทรัฟเฟิล เพราะเชื่อว่าเป็นอาหารของปีศาจและใช้ในพิธีแม่มด" เรื่องนี้หาแหล่งอ้างอิงทางวิชาการไม่เจอเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีพระราชกฤษฎีกา ไม่มีบันทึกศาลศาสนา ไม่มีบทเทศน์ ไม่มีพงศาวดารฉบับไหนที่ถูกอ้างถึง เรื่องนี้ปรากฏเฉพาะในบล็อกขายทรัฟเฟิลและคอนเทนต์ SEO เท่านั้น

ในทางกลับกัน หลักฐานที่มีจริงชี้ไปคนละทาง อิซิดอร์แห่งเซบียา นักบวชและนักสารานุกรมแห่งศตวรรษที่ 7 อธิบายไว้ใน Etymologiae เล่มที่ 17 ว่าชื่อ tuber มาจากการที่แผ่นดินนูนขึ้นจนเผยให้เห็นตัวมัน แปลว่าคำและตัวตนของทรัฟเฟิลถูกส่งต่อผ่านตำราสารานุกรมละตินตลอดยุคกลาง ไม่ได้หายไปไหน

สิ่งที่พูดได้อย่างซื่อสัตย์คือ หลักฐานเรื่องทรัฟเฟิลในครัวชนชั้นสูงยุโรประหว่างปลายยุคโบราณถึงศตวรรษที่ 15 มีน้อยมาก ส่วนเรื่อง "อาหารของปีศาจ" เป็นเรื่องเล่าสมัยใหม่ ไม่ใช่บันทึกยุคกลาง

ขณะเดียวกัน ฝั่งตะวันออกกลางไม่เคยขาดช่วง ชื่อเรียกทรัฟเฟิลทะเลทรายอย่าง kama และ faq สืบเชื้อสายจากรากศัพท์เซมิติกโบราณ และยังใช้อยู่ในภาษาอาหรับ อราเมอิก และฮีบรูจนถึงทุกวันนี้ ในวรรณกรรมฮะดีษก็มีบันทึกการกล่าวถึงทรัฟเฟิลทะเลทรายในเชิงยาตามความเชื่อของยุคนั้น ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ข้อมูลทางการแพทย์ และไม่ใช่การกล่าวอ้างสรรพคุณ ชุมชนเบดูอินคือกลุ่มที่มีบันทึกการใช้ทรัฟเฟิลต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาถึงศตวรรษที่ 18: ทรัฟเฟิลกลับสู่โต๊ะขุนนาง

ค.ศ. 1564 แพทย์ชาวอิตาลีชื่อ อัลฟอนโซ เชคคาเรลลี ตีพิมพ์ Opusculum de tuberibus หนังสือภาษาละตินซึ่งเป็นตำราเล่มแรกของโลกที่อุทิศให้ทรัฟเฟิลทั้งเล่ม ทั้งเรื่องธรรมชาติ การกิน และความเชื่อเรื่องสรรพคุณตามยุคสมัยนั้น

ค.ศ. 1788 วิตโตริโอ ปิโก ที่เมืองตูริน บรรยายลักษณะทรัฟเฟิลขาวอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ครั้งแรกในงาน Melethemata inauguralia ชื่อวิทยาศาสตร์ Tuber magnatum Pico จึงลงท้ายด้วยชื่อเขา ยังมีข้อถกเถียงในวงการอนุกรมวิธานว่าควรสะกด Pico หรือ Picco

หมูหรือหมา: ทำไมหมูถึงหาทรัฟเฟิลเก่ง

ภาพจำคลาสสิกของการล่าทรัฟเฟิลคือหมู และมีคำอธิบายทางเคมีจริง ปี 1981 ทีมวิจัยเยอรมันคือ Claus, Hoppen และ Karg ตีพิมพ์ในวารสาร Experientia ว่าพบสารสเตียรอยด์ androstenol ในทรัฟเฟิลดำเปรีกอร์ดที่ระดับ 40 ถึง 60 นาโนกรัมต่อกรัม สารตัวนี้คือฟีโรโมนเพศของหมูป่าตัวผู้ พวกเขาจึงเสนอว่านี่คือเหตุผลที่แม่หมูดมเจอทรัฟเฟิลที่ฝังลึกถึงหนึ่งเมตร

แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ ปี 1990 ทีมของ Talou แย้งว่าตัวที่ดึงดูดสัตว์จริง ๆ น่าจะเป็นไดเมทิลซัลไฟด์ มากกว่าสเตียรอยด์ ประเด็นนี้จึงยังไม่ยุติ ใครเล่าว่า "หมูหาทรัฟเฟิลเจอเพราะทรัฟเฟิลมีกลิ่นเหมือนฟีโรโมนหมูป่า" ให้ถือว่าเป็นสมมติฐานที่มีข้อโต้แย้ง ไม่ใช่ข้อสรุป

ปัญหาในทางปฏิบัติของหมูคือมันกินทรัฟเฟิลที่หาเจอ ปัจจุบันกฎหมายอิตาลีจึงกำหนดให้การล่าทรัฟเฟิลต้องใช้สุนัขที่ฝึกมาแล้ว และในวันที่ 16 ธันวาคม 2021 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน "การล่าและขุดทรัฟเฟิลในอิตาลี: ความรู้และวิถีปฏิบัติดั้งเดิม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

ศตวรรษที่ 19: ยุคทองที่เกิดจากหายนะของไร่องุ่น

นี่คือช่วงที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ทรัฟเฟิล และเป็นบทเรียนเรื่องความบังเอิญทางการเกษตร

ปี 1808 ชายชื่อ โฌแซ็ฟ ตาลง ที่ตำบลแซ็ง-ซาตูร์แน็ง-เล-อัปต์ จังหวัดโวกลูซ ฝรั่งเศส ลองเก็บลูกโอ๊กจากพื้นที่ที่มีทรัฟเฟิลขึ้นเองตามธรรมชาติ มาหว่านปลูกในที่ดินของตัวเอง ราวสิบปีต่อมา เขาพาหมูออกไปเดินในดงโอ๊กที่ปลูกไว้ แล้วขุดทรัฟเฟิลดำขึ้นมาได้หลายกิโลกรัม ตาลงคือคนแรกที่ขายต้นกล้าโอ๊กที่ติดเชื้อราทรัฟเฟิล และนั่นคือจุดกำเนิดของ trufficulture หรือการเพาะปลูกทรัฟเฟิล ที่อุตสาหกรรมทั่วโลกยังใช้หลักการเดียวกันอยู่จนวันนี้

คนที่ทำให้แนวคิดนี้ดังระดับประเทศคือ โอกุสต์ รูโซ พ่อค้าทรัฟเฟิลแห่งเมืองการ์ป็องทรา ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของตาลง เขาซื้อต้นกล้าจากตาลงในปี 1847 ไปปลูกเป็นสวนทรัฟเฟิลของตัวเองราว 7 เฮกตาร์ แล้วนำผลผลิตจากสวนของเขาเองไปแสดงในงานมหกรรมโลกที่ปารีส ปี 1855 และได้รับเหรียญทองชั้นที่หนึ่ง

แล้วเพลี้ยองุ่นก็มาเปลี่ยนทุกอย่าง

ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1860 เป็นต้นมา เพลี้ยองุ่นไฟลลอกเซราระบาดทำลายไร่องุ่นทั่วยุโรปจนย่อยยับ และรุนแรงที่สุดในทศวรรษ 1870 ถึง 1880 ไร่องุ่นบนไหล่เขาหินปูนในฝรั่งเศสถูกทิ้งร้างเป็นบริเวณกว้าง เกษตรกรที่หมดตัวหันมาปลูกต้นโอ๊กแทน ปรากฏว่าดินหินปูนที่เคยปลูกองุ่น คือสภาพที่ทรัฟเฟิลดำชอบที่สุด

ผลลัพธ์คือยุคทองที่ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย สหพันธ์ผู้ปลูกทรัฟเฟิลฝรั่งเศส หรือ FFT ระบุว่าในปี 1892 ฝรั่งเศสเก็บทรัฟเฟิลได้เป็นสถิติสูงสุดถึง 2,000 ตัน จากพื้นที่กว่า 40 จังหวัด แม้ FFT เองจะหมายเหตุไว้ว่าการประเมินแบบระมัดระวังให้ตัวเลขใกล้ 1,000 ตันมากกว่า ส่วนอาดอล์ฟ ชาแตง เขียนไว้ในหนังสือ La Truffe ฉบับปี 1869 ว่าฝรั่งเศสผลิตได้ 1,588 ตัน ไม่ว่าจะยึดตัวเลขไหน จุดสำคัญคือทรัฟเฟิลดำเคยเป็นของกินที่หาได้ทั่วไปในฝรั่งเศส ไม่ใช่ของหายากระดับเพชร

ศตวรรษที่ 20: การล่มสลาย และการเกิดใหม่ที่อัลบา

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือจุดหักเห สวนทรัฟเฟิลถูกทิ้งไม่ได้ดูแลติดต่อกันห้าปี และผู้ชายรุ่นที่รู้ว่าทรัฟเฟิลอยู่ตรงไหนจำนวนมากไม่ได้กลับบ้าน หลังปี 1945 เกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม การปลูกทรัฟเฟิลถูกทิ้งเพราะรายได้ไม่แน่นอนเกินไป คนหนุ่มสาวย้ายเข้าเมือง ป่าปิดทึบ

จาโกโม มอร์รา กับการตลาดที่เปลี่ยนทรัฟเฟิลขาวเป็นตำนาน

ขณะที่ฝรั่งเศสตกต่ำ เมืองเล็ก ๆ ในแคว้นปีเยมอนเต ประเทศอิตาลี กำลังจะสร้างตำนาน จาโกโม มอร์รา ปี 1889 ถึง 1963 เจ้าของโรงแรมและภัตตาคารในเมืองอัลบา ริเริ่มจัดงานเทศกาลทรัฟเฟิลขึ้นในปี 1929 และได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Fiera del Tartufo ในปี 1933

แล้วเขาก็ทำสิ่งที่ฉลาดมาก คือส่ง "ทรัฟเฟิลแห่งปี" ลูกงามที่สุดไปมอบให้บุคคลสำคัญระดับโลก พร้อมข่าว รายชื่อผู้รับที่มีบันทึกยืนยัน ได้แก่ วินสตัน เชอร์ชิล ปี 1948, แฮร์รี ทรูแมน ปี 1951 ซึ่งได้ลูกหนัก 2,520 กรัม, มาริลิน มอนโร ปี 1954, โซเฟีย ลอเรน ปี 1955 และ 2004, สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 23 ปี 1962, โรนัลด์ เรแกน ปี 1986 และสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ปี 2017

น่าสังเกตว่าธรรมเนียมมอบทรัฟเฟิลลูกงามให้ผู้มีเกียรตินั้นเป็นวิถีชาวบ้านที่มีอยู่ก่อนแล้ว มอร์ราและพ่อค้าร่วมยุคเพียงมองเห็นว่ามันคือการประชาสัมพันธ์ชั้นเยี่ยม แล้วขยายผล เขาไม่ได้คิดค้นการกระทำ เขาคิดค้นการตลาด

ราคาที่ทำลายสถิติโลก

การประมูลทรัฟเฟิลขาวโลกแห่งอัลบา เริ่มครั้งแรกปี 1999 ที่ปราสาทกรินซาเน คาวูร์ เป็นการประมูลการกุศลที่เชื่อมสัญญาณสดไปฮ่องกง สิงคโปร์ เวียนนา และโซล ปัจจุบันระดมทุนสะสมได้แล้วกว่า 7.2 ล้านยูโร

สถิติโลกที่กินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดรับรอง เกิดขึ้นเมื่อ 1 ธันวาคม 2007 ที่โรงแรมแกรนด์ลิสบัว มาเก๊า ล็อตทรัฟเฟิลขาวซึ่งขุดได้ใกล้เมืองปิซาเมื่อ 23 พฤศจิกายนปีนั้นโดยสองพ่อลูกซาวินี ถูกประมูลไปในราคา 330,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสแตนลีย์ โฮ เจ้าพ่อคาสิโนมาเก๊า ซึ่งประมูลผ่านภรรยาของเขา แอนเจลา เหลียง กินเนสส์ระบุน้ำหนักรวมไว้ที่ประมาณ 1.3 กิโลกรัม แหล่งข่าวจำนวนมากเขียน 1.5 กิโลกรัม ซึ่งไม่ตรงกับบันทึกทางการ

ผลการประมูลปีหลัง ๆ ที่มีเอกสารทางการยืนยัน

  • ปี 2022 ระดมทุนได้ 604,600 ยูโร ล็อตสูงสุดคือทรัฟเฟิล 700 กรัม บวก 250 กรัม ประมูลไปราว 184,000 ยูโร ผู้ซื้อจากฮ่องกง

  • ปี 2023 ระดมทุนได้ 482,000 ยูโร

  • ปี 2024 ระดมทุนได้ 395,500 ยูโร ล็อตสูงสุดคือทรัฟเฟิลแฝด 905 กรัม ประมูลไป 140,000 ยูโร ผู้ซื้อจากฮ่องกง

  • ปี 2025 ระดมทุนได้ 502,000 ยูโร ล็อตสูงสุดคือทรัฟเฟิลสามลูกติดกัน 1,009 กรัม ประมูลไป 110,000 ยูโร ผู้ซื้อจากฮ่องกง

ข้อสังเกตที่ควรจำไว้ นี่คือราคาการกุศล ไม่ใช่ราคาตลาด ใครยกตัวเลขเหล่านี้มาอ้างว่า "ทรัฟเฟิลกิโลละสิบล้าน" คือกำลังเปรียบเทียบผิดประเภท

ทรัฟเฟิลวันนี้: แผนที่โลกที่เปลี่ยนไปหมดแล้ว

ถ้าคุณจำภาพว่าทรัฟเฟิลเท่ากับฝรั่งเศส ภาพนั้นล้าสมัยไปประมาณห้าสิบปีแล้ว

ฝรั่งเศส ข้อมูลทางการจาก FranceAgriMer ฉบับมกราคม 2026 ระบุว่าฤดูกาล 2024 เก็บได้ 75 ตัน เป็นทรัฟเฟิลดำฤดูหนาว 60 ตัน เพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน มีพื้นที่ปลูก 35,000 เฮกตาร์ ใน 48 จังหวัด ผู้ปลูกราว 20,000 ราย ราคาขาย 500 ถึง 1,000 ยูโรต่อกิโลกรัม เปรียบเทียบให้เห็นภาพ จากราว 1,000 ถึง 2,000 ตันในปี 1892 เหลือ 75 ตันในปี 2024 ลดลงราว 92 ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ในเวลาประมาณ 130 ปี

สเปนคือผู้ผลิตทรัฟเฟิลดำรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ปี 2022 ผลิตได้ราว 120 ตัน ขณะที่ฝรั่งเศส 40 ตัน และอิตาลี 30 ตัน หัวใจของมันคือเมืองซาร์ริออน จังหวัดเตรูเอล แคว้นอารากอน ที่มีสวนทรัฟเฟิลดำ 8,000 เฮกตาร์ และผลิตราว 80 เปอร์เซ็นต์ของทรัฟเฟิลดำสเปนทั้งหมด ตัวเลขสเปนแกว่งมากตามปี จึงควรมองเป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว

ซีกโลกใต้เข้ามาเป็นผู้เล่นจริงจัง ทรัฟเฟิลดำลูกแรกของออสเตรเลียถูกขุดได้เมื่อ 18 มิถุนายน 1999 ที่แทสเมเนียตอนเหนือ หลังลงแรงมาราวเจ็ดปี ทุกวันนี้ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลก ส่งออกราว 90 เปอร์เซ็นต์ไปกว่า 60 ประเทศ และเมืองมันจิมัพในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียให้ผลผลิตต่อเฮกตาร์สูงที่สุดในโลก ส่วนนิวซีแลนด์เก็บผลผลิตแรกได้ปี 1993 ชิลีปี 2009 อาร์เจนตินาปี 2014 และแอฟริกาใต้ปี 2015

และหมุดหมายที่นักวิทยาศาสตร์รอมานาน ปี 2019 สถาบัน INRAE ของฝรั่งเศสร่วมกับเรือนเพาะชำโรแบง เก็บทรัฟเฟิลขาวได้ 3 ลูกจากสวนที่ปลูกเองในแคว้นนูแวลอากีแตน และอีก 4 ลูกในปี 2020 เป็นการยืนยันครั้งแรกในโลกว่ามนุษย์เพาะทรัฟเฟิลขาวได้จริงนอกถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติ อิตาลีพยายามมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ขายต้นกล้าไปกว่าห้าแสนต้น แต่เพราะสวนทั้งหมดอยู่ในเขตธรรมชาติของสปีชีส์นี้ จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าผลผลิตมาจากการปลูกหรือขึ้นเอง

จีนคือเรื่องที่คนพูดถึงน้อยที่สุดแต่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด ปี 2023 จีนส่งออกทรัฟเฟิลสดและแช่แข็ง 32.5 ตัน เพิ่มขึ้น 58.6 เปอร์เซ็นต์ และปี 2024 ส่งออกราว 45.4 ตัน ทั้งที่เมื่อสามสิบปีก่อนทรัฟเฟิลจีนยังถูกใช้เป็นอาหารหมู เรื่องนี้มีรายละเอียดมากพอที่จะเป็นอีกบทความหนึ่งต่างหาก

ภาวะโลกร้อนกับอนาคตของทรัฟเฟิล

งานวิจัยของ Buntgen และคณะ ตีพิมพ์ใน Nature Climate Change ปี 2012 เชื่อมโยงผลผลิตทรัฟเฟิลดำที่ลดลงในฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี เข้ากับภาวะแล้งในฤดูร้อน ต่อมา Thomas และ Buntgen ปี 2019 วิเคราะห์ข้อมูลผลผลิต 36 ปี แล้วคาดการณ์ว่าผลผลิตทรัฟเฟิลดำยุโรปอาจลดลง 78 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 2071 ถึง 2100 ภายใต้ฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สูงสุด

แต่ต้องพูดให้ครบ งานปี 2020 ของทีมเดียวกันชี้ว่าอากาศที่อุ่นขึ้นอาจขยายพื้นที่ที่ปลูกทรัฟเฟิลได้ขึ้นเหนือเข้าสู่ยุโรปกลาง ภาพที่แม่นยำจึงไม่ใช่ว่าทรัฟเฟิลจะสูญพันธุ์ แต่เป็นว่าแผนที่ทรัฟเฟิลกำลังเลื่อนขึ้นเหนือ

ราคาทรัฟเฟิลวันนี้ กับตัวเลขที่ทำให้ต้องคิดใหม่

ทรัฟเฟิลขาวอัลบา หรือ Tuber magnatum ตามประกาศราคาทางการของหอการค้าอาเลสซานเดรีย-อัสตี สำรวจวันที่ 5 ธันวาคม 2025

  • เกรดเล็กถึงกลาง 10 ถึง 40 กรัม ราคา 1,200 ถึง 1,700 ยูโรต่อกิโลกรัม

  • เกรดกลางถึงใหญ่ 50 ถึง 100 กรัม ราคา 1,800 ถึง 2,500 ยูโรต่อกิโลกรัม

ทรัฟเฟิลดำเปรีกอร์ด หรือ Tuber melanosporum ฝรั่งเศสรายงานราคาทางการที่ 500 ถึง 1,000 ยูโรต่อกิโลกรัม

แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าคือความผันผวน เดือนมกราคม 2026 สมาคมเกษตรกรในจังหวัดกัสเตยอนของสเปนรายงานว่าราคาทรัฟเฟิลดำที่หน้าฟาร์มร่วงจาก 500 ยูโรต่อกิโลกรัมตอนต้นฤดู เหลือ 125 ถึง 150 ยูโรต่อกิโลกรัม ลดลงราว 75 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ฤดูก่อนหน้าปิดที่ 700 ยูโร และในอดีตเคยแตะ 1,000 ถึง 1,500 ยูโร ส่วนลูกที่เสียหายจากด้วงทรัฟเฟิลตกไปถึง 30 ยูโรต่อกิโลกรัม สาเหตุที่ระบุไว้มีสองด้าน คือปริมาณผลผลิตจากสวนปลูกในแคว้นอารากอนที่ล้นตลาด และความต้องการจากฝั่งฝรั่งเศสที่ลดลง

บทเรียนสำหรับคนซื้อ ตัวเลขกิโลละหลายแสนที่เห็นตามสื่อ ส่วนใหญ่คือราคาประมูลการกุศลหรือราคาปลีกปลายทาง ไม่ใช่ราคาที่ของเปลี่ยนมือจริงในตลาด และช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้กว้างกว่าที่คนทั่วไปคิดมาก

กับดักสถิติที่เจอบ่อย FAOSTAT ไม่ได้แยกข้อมูลผลผลิตทรัฟเฟิลออกมา หมวดของมันคือเห็ดและทรัฟเฟิลรวมกัน ซึ่งส่วนใหญ่คือเห็ดแชมปิญองที่เพาะเลี้ยง ใครอ้างว่าผลผลิตทรัฟเฟิลโลกมีหลายล้านตัน คือกำลังอ่านตัวเลขผิดหมวด

เรื่องเล่าที่ควรใส่เครื่องหมายคำถาม

ในฐานะคนขายทรัฟเฟิล เราคิดว่าการบอกว่าอะไรไม่จริง มีค่าพอ ๆ กับการบอกว่าอะไรจริง เกร็ดยอดนิยมต่อไปนี้เราหาแหล่งอ้างอิงชั้นต้นยืนยันไม่ได้

  • แคทเธอรีน เดอ เมดิชี นำทรัฟเฟิลและอาหารอิตาลีเข้าสู่ราชสำนักฝรั่งเศสปี 1533 นักประวัติศาสตร์อาหารรื้อทฤษฎีนี้ทิ้งไปนานแล้ว

  • นโปเลียนกินไก่งวงยัดทรัฟเฟิลแล้วได้ทายาท ไม่มีแหล่งอ้างอิง

  • รอสซินีบอกว่าเคยร้องไห้สามครั้งในชีวิต ครั้งหนึ่งคือตอนไก่งวงยัดทรัฟเฟิลตกน้ำ เป็นคำคมที่หมุนเวียนในเว็บรวมคำคม ไม่มีต้นทางที่ตรวจสอบได้

  • ความคลั่งไคล้ทรัฟเฟิลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่พบแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ

ส่วนเกร็ดที่ตรวจสอบได้จริงและสนุกไม่แพ้กัน คือเรื่องเหรียญในทรัฟเฟิลของพลินี ประโยคปลดแอกวัวเถิดลิเบียของจูเวนัล ทรัฟเฟิล 2,520 กรัมของทรูแมน และจดหมายบ่นเรื่องทรัฟเฟิลห่วยเมื่อเกือบสี่พันปีก่อน

อีกด้านของทรัฟเฟิลที่ไม่ค่อยมีใครเล่า

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่ควรรู้ เพื่อไม่ให้เรามองทรัฟเฟิลเป็นเพียงของเล่นของคนรวย ในซีเรีย การเก็บทรัฟเฟิลทะเลทรายกลายเป็นงานที่แลกด้วยชีวิต องค์กร Action on Armed Violence บันทึกว่า ณ วันที่ 9 มีนาคม 2023 มีพลเรือนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิด และวัตถุระเบิดตกค้าง ระหว่างออกไปเก็บทรัฟเฟิล อย่างน้อย 76 ราย ขณะที่องค์กรสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรียรายงานว่าตลอดฤดูกาลนั้นมีคนเก็บทรัฟเฟิลเสียชีวิตกว่า 130 ราย

ทรัฟเฟิลในตลาดซีเรียขายกิโลกรัมละ 5 ถึง 10 ดอลลาร์ ในช่วงที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ราว 18 ดอลลาร์ ของอย่างเดียวกัน ในสองมุมโลก ราคาต่างกันเป็นพันเท่า และความหมายก็ต่างกันสิ้นเชิง

สรุป: สี่พันปีในสิบบรรทัด

  • ทรัฟเฟิลที่มนุษย์กินก่อนคือทรัฟเฟิลทะเลทรายในตะวันออกกลาง ไม่ใช่ทรัฟเฟิลยุโรป

  • ชาวโรมันเชื่อจริงว่าทรัฟเฟิลเกิดจากฟ้าผ่า และของพรีเมียมของพวกเขามาจากลิเบีย

  • เรื่องอาหารของปีศาจในยุคกลาง ไม่มีหลักฐานรองรับ

  • ยุคทองของทรัฟเฟิลฝรั่งเศสเกิดจากหายนะเพลี้ยองุ่น ที่ทำให้ไร่องุ่นกลายเป็นดงโอ๊ก

  • จากราว 1,000 ถึง 2,000 ตันในปี 1892 ฝรั่งเศสเหลือ 75 ตันในปี 2024

  • ผู้ผลิตทรัฟเฟิลดำรายใหญ่สุดของโลกวันนี้คือสเปน ไม่ใช่ฝรั่งเศส

  • ทรัฟเฟิลขาวเพาะปลูกได้สำเร็จนอกถิ่นกำเนิดเป็นครั้งแรกในโลกปี 2019

  • ราคาที่เห็นในข่าวประมูลไม่ใช่ราคาตลาด และราคาจริงก็ผันผวนแรงกว่าที่คิด

ทรัฟเฟิลไม่ได้แพงเพราะมันวิเศษเหนือธรรมชาติ มันแพงเพราะปลูกยาก เก็บยาก เสียเร็ว และผลผลิตของโลกลดลงต่อเนื่องมาร้อยกว่าปี พอเข้าใจที่มาแล้ว การเลือกซื้อก็จะเป็นเรื่องของเหตุผล ไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์

อยากลองทรัฟเฟิลแท้ด้วยตัวเอง ฉลามฟู๊ดส์นำเข้าทรัฟเฟิลสดและผลิตภัณฑ์ทรัฟเฟิลจากอิตาลี ทั้งปลีกและส่งสำหรับร้านอาหารและโรงแรม สอบถามรอบเข้าของทรัฟเฟิลสดตามฤดูกาลได้ที่ 097-146-3594

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประวัติทรัฟเฟิล

ทรัฟเฟิลถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกเมื่อไร

หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งคือจดหมายอักษรลิ่มจากหอจดหมายเหตุเมืองมารี ราว 1,780 ถึง 1,760 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งข้าหลวงยัคคิม-อัดดูรายงานว่ากษัตริย์ซิมรี-ลิมตำหนิว่าทรัฟเฟิลที่ส่งไปคุณภาพไม่ดี ก่อนหน้านั้นมีตำนานสุเมเรียนเอ่ยถึงการขุดทรัฟเฟิลด้วย อย่างไรก็ตามทรัฟเฟิลในบันทึกเหล่านี้คือทรัฟเฟิลทะเลทรายสกุล Terfezia ไม่ใช่ทรัฟเฟิลยุโรปสกุล Tuber

คนโบราณเชื่อว่าทรัฟเฟิลเกิดจากอะไร

พลินีผู้อาวุโส เขียนไว้ใน Naturalis Historia ราว ค.ศ. 77 ว่าทรัฟเฟิลเกิดขึ้นเมื่อมีฝนในฤดูใบไม้ร่วงและฟ้าร้องบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากฟ้าร้อง กวีจูเวนัลก็เขียนถึงความเชื่อเดียวกัน แสดงว่าความคิดนี้เป็นกระแสหลักในกรุงโรมจริง ไม่ใช่เรื่องที่คนรุ่นหลังแต่งขึ้น

การเพาะปลูกทรัฟเฟิลเริ่มขึ้นเมื่อไร

เริ่มในปี 1808 เมื่อโฌแซ็ฟ ตาลง ชาวฝรั่งเศสในจังหวัดโวกลูซ นำลูกโอ๊กจากบริเวณที่มีทรัฟเฟิลขึ้นตามธรรมชาติมาหว่านปลูก แล้วราวสิบปีต่อมาขุดทรัฟเฟิลดำได้จากดงโอ๊กนั้น เขาเป็นคนแรกที่ขายต้นกล้าที่มีเชื้อราทรัฟเฟิลติดราก ต่อมาโอกุสต์ รูโซ ซื้อต้นกล้าจากตาลงในปี 1847 ไปปลูกราว 7 เฮกตาร์ และนำผลผลิตไปแสดงจนได้เหรียญทองในงานมหกรรมโลกที่ปารีสปี 1855 ทำให้แนวคิดนี้แพร่หลาย

ทำไมผลผลิตทรัฟเฟิลของฝรั่งเศสถึงลดลงมาก

ฝรั่งเศสเคยผลิตได้ราว 1,000 ถึง 2,000 ตันในปี 1892 แต่ปี 2024 เหลือ 75 ตัน สาเหตุหลักคือสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้สวนทรัฟเฟิลถูกทิ้งร้างห้าปีและคนที่รู้ทำเลไม่ได้กลับมา ตามด้วยการเปลี่ยนสู่เกษตรอุตสาหกรรมหลังปี 1945 การย้ายถิ่นเข้าเมือง และป่าที่ปิดทึบขึ้น ปัจจุบันฝรั่งเศสมีพื้นที่ปลูกทรัฟเฟิล 35,000 เฮกตาร์ ใน 48 จังหวัด

ทรัฟเฟิลที่แพงที่สุดในโลกราคาเท่าไร

สถิติที่กินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดรับรอง คือล็อตทรัฟเฟิลขาวน้ำหนักรวมประมาณ 1.3 กิโลกรัม ประมูลได้ 330,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2007 ที่มาเก๊า ผู้ซื้อคือสแตนลีย์ โฮ ทั้งนี้เป็นราคาจากการประมูลการกุศล ไม่ใช่ราคาตลาดปกติ ซึ่งทรัฟเฟิลขาวอัลบาซื้อขายกันราว 1,200 ถึง 2,500 ยูโรต่อกิโลกรัมตามประกาศราคาทางการเดือนธันวาคม 2025

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page